เมื่อ : 03 พ.ย. 2569

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ จัดเวทีเสวนาค้านยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ชี้กระทบงานสร้างคน-สุขภาพรากหญ้า เชื่อตอบโจทย์งานพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าระบบงบประมาณแผ่นดินปกติพร้อมประกาศเจตนารมณ์จี้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ. สสส. ทันที

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) : ผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพของท้องถิ่น" ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีตัวแทนเครือข่ายร่วมสร้าง ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมกว่า 70 คน เพื่อร่วมสะท้อนบทบาท ความสำคัญ และผลกระทบต่อพื้นที่ หากมีการยกเลิกกลไกภาษีเฉพาะที่นำมาหนุนเสริมการพัฒนาสุขภาวะในระดับรากหญ้า

ในการเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และ น.ส.จุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายมานะ ช่วยชู นายกสมาคมดับบ้านดับเมือง เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยในเวทีดังกล่าวผู้นำท้องถิ่น ได้แสดงทัศนะและข้อห่วงกังวลต่อแนวคิดการยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) โดยมองภาพรวมในทิศทางเดียวกันว่า งบประมาณจาก สสส. มีลักษณะพิเศษและตอบโจทย์งานพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าระบบงบประมาณแผ่นดินปกติ

นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น มองว่า ปัญหาสุขภาพหรือสุขภาวะมีความซับซ้อน หากท้องถิ่นไม่มีตัวช่วยก็ต้องแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เพราะงบประมาณรัฐส่วนใหญ่ส่งลงมาเพื่อสร้างถนน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เสียเงินแล้วก็จบ แต่การสร้าง 'คน' มันต้องใช้กระบวนการทางสังคม ซึ่ง สสส. เข้ามาช่วยยกระดับพลเมืองจาก passive สู่ active citizen

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม มองว่าการทำงานของ สสส. เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานของรัฐบาล มีความยืดหยุ่นและสามารถใช้แก้ปัญหาได้ลงลึกมากกว่า

"อารยประเทศทั่วโลกเค้ามีแต่กระจายเงิน กระจายคน กระจายการจัดการลงสู่ชุมชน แต่การที่รัฐจะเอางบ สสส. ที่ทำมาไปรวมอำนาจ ซึ่งเรียกว่าเป็นการคิดแบบเผด็จการ ถ้าท่านเอาไป การพัฒนาคุณภาพชีวิต ท่านต้องทำแย่กว่าเราแน่นอน” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ยืนยันและย้ำว่า ถ้า สสส.ยังคงสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับรากหญ้า ตนมั่นใจว่าชุมชนท้องถิ่นทำได้ดีและคุ้มค่ากว่า

นอกจากนี้ ดร.สินธพ ยังแสดงความกังวลต่อแนวทางการแก้ไขพ.ร.บ.สสส. โดยฟันธงว่า หากรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลใดๆ นำกองทุน สสส. ไปอยู่ภายใต้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น จะทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลงกว่าที่ สสส. ดำเนินการอยู่ เพราะอิทธิพลทางการเมืองมีส่วนสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ เห็นได้จากรัฐบาลทุกชุดมักให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณให้ผู้มีอิทธิพลหรือหัวคะแนนหลักก่อน ขณะที่ผู้ไม่มีเส้นสายหรือมีเส้นสายน้อยมักเสียเปรียบ ซึ่งเป็นปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน ต่างจากที่สสส. มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก สร้างสรรค์นวัตกรรม และเรียนรู้จากบทเรียนที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านโดยไม่เลียนแบบรูปแบบเดิมๆ

ขณะที่ นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของระบบงบประมาณ โดยระบุว่า งบประมาณของ สสส. ให้มาแบบคร่อมปีงบประมาณ ซึ่งดีมากสำหรับงานพัฒนาคน เป็นโมเดลล้ำหน้า ที่ชุมชนสามารถขอกิจกรรมตรงไปได้เลยโดยไม่ต้องผ่านระบบราชการปกติที่ต้องผ่านอำเภอ ผ่านจังหวัด ผ่านตัวชี้วัด ซึ่งบางทีเพี้ยนไปหมดจนไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงในพื้นที่

ด้าน นางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง สะท้อนผลสัมฤทธิ์จากพื้นที่ห่างไกลว่า  ถ้าไม่มี สสส. ในวันนั้น วันนี้ก็คงไม่มีเรา อบต.แว้งเราเป็นองค์กรเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล แต่การได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเปลี่ยนตำบลเล็กๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นถึง 20 อปท. ขณะที่เรื่องงบประมาณ อบต.มีงบประมาณ แต่ไม่สามารถนำงบมาทำนวัตกรรมใหม่ๆ หรือพัฒนาศักยภาพคนได้เท่ากับการมี สสส. เข้ามาหนุนเสริม

นอกจากนี้ เวทีเสวนาได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมเสวนาร่วมกันสะท้อนความเห็นต่อ พ.ร.บ. สสส. โดยต่างเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรถอนร่างพ.ร.บ.สสส.ออกจากสภาทันที อย่างความคิดเห็นของ นางจันทนา เจริญวิริยะภาพ ผู้แทนภาคประชาชน กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับพื้นที่ของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ให้ได้ส่งเสียงในสิ่งที่ปกติไม่ได้ยิน ทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มคนยากจนเมือง แรงงานนอกระบบ ฯลฯ สสส.ได้เข้าไปจุดประกาย เปิดพื้นที่ให้เกิดการรวมกลุ่ม เสมือนอาคารที่เปิดไว้ให้เป็น 'แหล่งมั่วสุมทางปัญญา' ให้คนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนและพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

สำหรับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันมีสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระจายอยู่ครบทั้ง 14 จังหวัด รวม 542 แห่ง จาก อปท. ทั้งหมดในภาคใต้ 1,176 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 46.08 โดยได้รับการหนุนเสริมจากแผนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เข้ามาร่วมเชื่อมโยงทุนทางสังคม จัดทำระบบข้อมูล TCNAP และ RECAP รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดศูนย์เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนจำนวน 12 แห่ง เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน



ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ