เมื่อ : 26 มิ.ย. 2569

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีลงนาม “บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ และ การขับเคลื่อนเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ” พร้อมด้วยการเสวนาเรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ณ World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สทนช. วช. และ สอศ. ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างบูรณาการ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น โดย วช. พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านน้ำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิชาการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการผสานองค์ความรู้จากภาคการวิจัยเข้ากับกลไกนโยบายของ สทนช. และเครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษาของ สอศ. จะช่วยสร้างระบบการทำงานครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่พื้นที่ ไปจนถึงการขยายผลเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คุณชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการ “นโยบาย วิชาการ และกำลังคน” เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ โดย สทนช. ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและผลักดันการนำข้อมูล งานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย ขณะที่ วช. สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านน้ำ ส่วน สอศ. ร่วมพัฒนากำลังคนเชิงปฏิบัติและสนับสนุนภารกิจในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนการนำงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง พัฒนาแผนบริหารจัดการน้ำ ระบบสารสนเทศ และระบบเตือนภัยที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ แม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำรวมทั้งสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงนโยบายที่เป็นความท้าทายของประเทศ


นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สทนช. วช. และ สอศ. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการนโยบาย องค์ความรู้ และกำลังคน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดย สทนช. จะเป็นกลไกกลางในการกำหนดทิศทางและเชื่อมโยงข้อมูลสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย ขณะที่ วช. สนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านน้ำของประเทศ และ สอศ. ร่วมพัฒนากำลังคนเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้จริงในการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบสารสนเทศและระบบเตือนภัยที่ทันสมัย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และเชิงนโยบายที่เป็นความท้าทายของประเทศเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่างทั้งสามหน่วยงานจะมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

โอกาสนี้ ได้มีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” ซึ่งนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ทรัพยากรน้ำของประเทศ ความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการพื้นที่ต้นน้ำ ปัญหาฝุ่นควัน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการใช้ข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หยุดฝุ่น: ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. "ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ที่สะท้อนสถานการณ์และความท้าทายของการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและบทบาทของงานวิจัยในการสนับสนุนการตัดสินใจและการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

สำหรับการเสวนาในหัวข้อ “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือสู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาควิชาการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประกอบด้วย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” คุณประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญ “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ศ. ดร.คมกฤต เล็กสกุล รอง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม คุณศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คุณธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ คุณฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ คุณเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) กรมชลประทาน


การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนในอนาคต


ทั้งนี้ งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ชั้น 22-23

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ