กิจกรรม MOU การส่งเสริมกลไกการเปิดตลาดใหม่ขนาดใหญ่เพื่อประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการค้าให้สินค้าไทย ระหว่าง สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย-ไทย (Saudi–Thai Business Council) กับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
วันที่ 9 มกราคม 2569 ณ ชั้น 19 อาคารเกษร ทาวเวอร์ ราชดำริ กรุงเทพฯ
สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย จับมือ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ลงนาม MOU เชิงยุทธศาสตร์ เสริมความร่วมมือการค้า–การลงทุนเปิดประตู SME ไทยสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย ผ่าน “คลัสเตอร์ SIE (ธุรกิจชุมชนร่วม)” รับโอกาส Vision 2030 กรุงเทพมหานคร – 9 มกราคม 2569
สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย (Saudi–Thai Business Council) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้สหพันธ์หอการค้าซาอุดีอาระเบีย ร่วมกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (Federation of Thai SMEs) นำโดย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ ณ อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ตลาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “คลัสเตอร์ SIE (Social Integrated Enterprise)”
พิธีลงนามได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม อาทิ คณะผู้บริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และผู้แทนจากสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ SME และส่งเสริมการเติบโตของการค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
Mr. Osama Kokandy ประธานสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เป้าหมายร่วม และความมุ่งมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประเทศไทย โดยธุรกิจไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐานการทำงาน และความยืดหยุ่น ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเป็นพันธมิตรทางการค้าในตลาดโลก
ด้าน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยในการผลักดัน SME ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ ผ่านการพัฒนาเชิงระบบ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยซาอุดีอาระเบียถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ภายใต้นโยบาย Vision 2030 ที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และความร่วมมือจากนานาประเทศ
ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่สมาชิกของทั้งสองฝ่าย อาทิ การเพิ่มการเข้าถึงตลาด การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ การพัฒนาองค์ความรู้ และการส่งเสริมการลงทุนในสาขาสำคัญ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ โลจิสติกส์ การผลิต บริการดิจิทัล และการท่องเที่ยว
การลงนามครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และสนับสนุน SME ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของนวัตกรรมและการสร้างงานในเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ พร้อมปูทางสู่ความร่วมมือเชิงลึกและยั่งยืนในอนาคต
